วันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

โครงสร้างระดับยอด (Top Level Structure)

ความหมายของโครงสร้างระดับยอด
โดยทั่วไปแล้วข้อความในเนื้อเรื่องจะมีความสำคัญต่างกัน ซึ่งเมเยอร์ (Meyer. 1979 : 109-110) ได้แบ่งเนื้อหาในเรื่องตามความสำคัญออกเป็น 3 ระดับ
1. ระดับยอด (Top Level) คือ ข้อความในส่วนที่เป็นตัวบรรยายสถานการณ์ หรือ ปัญหา ลำดับเหตุการณ์ หรือการกระทำของตัวละครในเนื้อเรื่อง รวมทั้งข้อความส่วนที่เป็นการสรุปหรือการแก้ปัญหา
2. ระดับกลาง (Middle Level) คือ การให้รายละเอียดสนับสนุนข้อความระดับยอด ดั้งนั้นข้อความระดับกลางจึงเป็นข้อความในส่วนที่อธิบายที่มาของเหตุการณ์ตามที่บรรยาย
3. ระดับล่าง (Bottom Level) คือ ส่วนที่เพิ่มเติมหรืออธิบายส่วนที่ไม่จำเป็นหรือเป็นข้อความที่สนับสนุนข้อความระดับกลาง
สำหรับความหมายของโครงสร้างระดับยอดนั้น บาร์ทเลท (Bartlette. 1979 : 6641-A) ได้ให้ความหมายว่าเป็นลักษณะการจัดเนื้อเรื่องของข้อความที่ต่อเนื่อง มีรูปแบบของการเรียบเรียงใจความสำคัญที่สุดของเรื่อง โดยมีลักษณะของข้อความที่ต่อเนื่องมีการจัดเรียบเรียงลำดับความสำคัญของเรื่อง และวางโครงร่างของสิ่งสัมพันธ์กันหรือเกี่ยวข้องกันจากายอดลงมา ซึ่งเทคนิคโครงสร้างระดับยอดนั้นทำให้มองเห็นแก่นของเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบของข้อความทั้งหมดของเรื่อง
อัชเชอร์ กล่าวว่า โครงสร้างระดับยอด เป็นวิธีการเพื่อการค้นหารายละเอียด ซึ่งสำคัญที่สุดในเนื้อเรื่อง เป็นวิธีเรียบเรียงรายละเอียดของ เนื้อหาในแต่ละตอนโดยเริ่มจากความคิดหลัก (Main Idea) แล้วจัดให้สัมพันธ์กัน โครงสร้าง ระดับกลาง หรือรายละเอียดสนับสนุน และโครงสร้างระดับตํ่า หรือรายละเอียดพิเศษ ได้ให้ความหมายระดับยอด (Top-level Structure) ไว้ว่าเป็นชื่อของแผนการเขียน (Writing Plan) หรือ โครงการเขียน (Top-level Organization) ของผู้เขียน ที่จะจัดการเขียนเพื่อสื่อความหมายของเรื่องที่เขียนให้กับผู้อ่านได้ดียิ่งขึ้น ผู้อ่านจะอ่านเรื่องได้ดีขึ้น ถ้าสามารถเข้าใจแผนการเขียนของผู้เขียนในแต่ละเรื่อง เพราะจะทำให้การอ่านมีจุดหมายที่แน่นอนว่า ผู้เขียนกำลังจะบอกอะไรกับผู้อ่าน และ ใจความสำคัญคือ อะไร ? ผู้อ่านย่อมจะอ่านได้แม่นยำขึ้น ทั้งการจับใจความสำคัญ และการหา รายละเอียดของเรื่อง โดยที่ผู้อ่านจะสามารถใช้ความรู้เดิม หรือประสบการณ์เดิมเข้ามาช่วยได้บ้าง นอกจากนี้ยังช่วยให้จำเรื่องที่อ่านได้นาน สามารถวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องที่อ่านได้ย่อเนื้อหาที่อ่านได้เร็ว และช่วยให้เขียนเรื่องได้ดีขึ้นด้วย

โครงสร้างระดับยอดของงานเขียนทั่วไป
กระบวนการโครงสร้างระดับยอด (Top - level Structuring) คือ การจัดกระทำโดยเจตนา และแน่วแน่เพื่อการให้รายละเอียดของเนื้อเรื่องเหมาะสมกับโครงร่างของเนื้อเรื่องเพื่อที่จะจัดไว้ให้ ผู้อ่าน (Bartlett. 1986) เมื่อผู้อ่านนำความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างของเรื่องมาช่วยในกระบวนการอ่านนั่นคือ กระบวนการโครงสร้างระดับยอด หรือการแสดงออกของความรู้ผู้อ่านต้องผลิตผลผลิตจากกระบวนการ สร้างโครงสร้างระดับยอด เช่น เกิดภาพในสมองถึงสิ่งที่อ่านไปแล้ว ระลึกเรื่องย่อๆ ได้หรือจำเนื้อหา จากเนื้อเรื่องได้ผลผลิตนี้ทำให้เกิดความทรงจำที่เป็นรากฐานติดแน่น เพราะว่ากระบวนการโครงสร้างระดับยอด ยิ่งผลผลิตโครงสร้างระดับยอด และรากฐานใกล้เคียงความเป็นจริงมากเท่าใด การเรียกคืน มาก ยิ่งเชื่อถือได้มาก
งานเขียนที่พบเห็นโดยทั่วไปมีลักษณะหรือรูปแบบการเขียนของผู้เขียนนั้นมีความ แตกต่างกัน ออกไป และจากสื่อที่พบเห็นกันในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสาร สื่อโฆษณา แบบเรียน หรือสิ่งพิมพ์อื่นๆ สามารถจำแนกตามโครงสร้างระดับยอดของการเขียน ที่พบได้ทั่วไปในเรื่องชนิดต่างๆ กัน บาร์ทเลทท์ (Bartlett. 1985 : 88 – 91) ดังนี้คือ
1. การรวมกลุ่ม (Collection) เป็นการรวมกลุ่ม หรือเรียงลำดับความคิดหลักของเนื้อหา
ในตอนหนึ่ง ๆ เข้าด้วยกันเป็นกลุ่ม หมู่พวก หรือจัดเรียงลำดับเหตุการณ์เกิดขึ้นตามเนื้อเรื่อง คำไข เป็นกลุ่มรายการที่เรียงตามลำดับเวลาได้แก่ First, Second, Last in the year, at the end of, Early in late, Finally, After, Before, etc.
2. การพรรณนา (Description, or List) เป็นการรวบรวมความคิดหลักของรายการสิ่งที่เกิดขึ้น หรือสิ่งที่สืบเนื่องมาจากหัวเรื่อง เป็นตัวเชื่อมระหว่างตัวเรื่องและรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง กับหัวเรื่อง คำไข ได้แก่ for example, such as, for instance, etc.
3. การเปรียบเทียบ (Comparison, Adversative, Contrast, or argument Plan) บ่งชี้ความคิดหลักในเนื้อหาแต่ละตอน เป็นลักษณะในรูปแบบการเปรียบเทียบหรือตรงกันข้ามกัน ชี้ให้เห็น ถึงองค์ประกอบหลักที่คล้ายคลึงกันหรือตรงกันข้าม เท่าหรือไม่เท่ากัน คำไข ได้แก่ same, too, instead of, however, in contrast, etc.
4. ปัญหา - การแก้ไข (Problem - Solution, Question-Answer, Query) ชี้ให้เห็น ความคิดของเนื้อหาถูกรวบรวมขึ้นเป็นรายละเอียด 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งเป็นตัวตอบสนองเหตุการณ์ที่เป็น ปัญหา อีกกลุ่มหนึ่งเป็นรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มาก่อน – หลัง สถานการณ์ที่เป็นปัญหา คำไข ได้แก่ problem, question, need, to prevent, etc.
5. ความเป็นเหตุและผล (Causation, Cause - Effect, Antecedent-Consequent) ชี้ถึงความคิดหลักของเนื้อหา ที่ถูกจัดรวบรวมรายละเอียดเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกเป็นสถานการณ์ที่เป็น เหตุกลุ่มหลังเป็นสถานการณ์ที่เป็นผลมาจากกลุ่มแรก ทั้งสองกลุ่มเกี่ยวข้องกันโดยเวลาที่เกิดก่อน หลัง และเป็นเหตุเป็นผล หรือกึ่งเหตุผล คำไข ได้แก่ because, so, if, then, etc.
โครงสร้างระดับยอด เป็นยุทธวิธีการอ่านที่เกี่ยวข้องกับการรู้จักวิธีการจัดแนวทาง ผู้อ่าน จะเรียนรู้วิธีการค้นพบแผนการเขียน หรือโครงสร้างระดับยอด เพื่อเรียกรายละเอียดของเนื้อหาขึ้นมา และยังสามารถใช้วิธีนี้ช่วยค้นหาความตั้งใจของผู้เขียนเกี่ยวกับเนื้อหาและรวบรวมความคิดที่เกี่ยวพัน กันหลายๆ ความคิด โครงสร้างระดับยอดที่พบโดยทั่วๆ ไป ในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การพรรณนา การเปรียบเทียบ ปัญหา – การแก้ไข และความเป็นเหตุเป็นผล ถ้าผู้เรียนมีโครงสร้างระดับยอดเหล่านี้เป็น พื้นฐานความรู้เดิม หรือประสบการณ์เดิม (Background Knowledge or Schemata) แล้ว ผู้เรียนสามารถเข้าใจเนื้อหาหรือเรื่องราวที่ใช้ในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็น การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน และยังมีผลต่อการระลึกเรื่องราวได้อีกด้วย ซึ่งสอดคล้องกับความคิดของแกรซเซอร์ (Grasser. 1984 : 29 – 32) ที่กล่าวว่า รูปแบบของการเรียบเรียงใจความสำคัญหรือโครงสร้างระดับยอดช่วย ผู้อ่านแปลความหมาย วินิจฉัยความ คาดการณ์ล่วงหน้า และมีความสนใจเรื่องที่อ่านทำให้ผู้อ่านมีภูมิหลังเกี่ยวกับเรื่องที่อ่าน ซึ่งเป็นเนื้อหาพิเศษที่ยากแก่การเข้าใจ และการจดจำ ดังนั้น การบอกชื่อ โครงสร้างระดับยอดที่ใช้ในการเรียบเรียงใจความสำคัญได้จึงมีความสำคัญในการอ่านและการสื่อ ภาษาทุกๆ ทักษะ
แม้นักการศึกษาหลายท่านจะแบ่งกลุ่ม หรือชนิดโครงสร้างระดับยอดเป็นกลุ่ม หรือชนิด แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด แต่โดยใจความสำคัญก็ไม่แตกต่างกัน แต่โครงสร้างระดับยอดที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วไปในนิตยสารการโฆษณา และแบบเรียนส่วนใหญ่นั้นแบ่งออกเป็น 4 ชนิด คือ
1. การเปรียบเทียบ (Comparison) คือ การชี้ให้เห็นความเหมือนกัน หรือแตกต่างกันของ หัวข้อ 2 หัวข้อหรือมากกว่าขึ้นไป โดยการนำใจความสำคัญของเรื่องมาวัด หรือเรียบเรียงในลักษณะ ของการเปรียบเทียบ หรือขัดแย้งกันในแง่รูปแบบ ความคิดเห็นหรือลักษณะการเปรียบเทียบ ซึ่งมีรูปแบบใหญ่ๆ อยู่ 3 รูปแบบ คือ
1.1 การเทียบแทน (Analogy) การเทียบแทนนี้ตามปกติจะอยู่ในรูปของไวยากรณ์as….as you are เป็นต้น
1.2 การให้ตัวเลือก (Alternative) ตัวเลือกหรือทางเลือกนี้จะเน้นหนักเท่าๆ กันแต่ เป็นไปในทางตรงกันข้าม
1.3 การแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง (Adversative) คือ การเสนอความเห็นที่ขัดแย้งหรือตรงข้าม แต่ผู้เขียนจะแสดงความโน้มเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งอย่างชัดเจน หรือแฝงไว้เป็นนัยๆ
2. การตอบสนอง (Response) การตอบสนองจะมี 2 ส่วน ส่วนที่เป็นการกระทำและส่วนที่เป็นการตอบสนองการกระทำ นั้นๆ ซึ่งจะทำให้ใจความสำคัญแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเช่นกัน การตอบสนองมี 3 รูปแบบ คือ
2.1 การกล่าวถึงและการยอมรับ (Address and Reply)
2.2 คำถามและคำตอบ (Question and Answer)
2.3 ปัญหาและการแก้ไข (Problem and Solution)
3. ความเป็นเหตุเป็นผล (Covariance) ความเป็นเหตุเป็นผลนี้แสดงความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่อง ตัวอย่างเช่น เหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นเพราะเป็นผลมาจากเหตุการณ์อีกเหตุการณ์หนึ่ง ใจความสำคัญแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ส่วนที่เป็นเหตุและส่วนที่เป็นผลโครงสร้างระดับยอดที่สำคัญ คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และผลที่ตามมา (Before and as Result) หรือเหตุ - ผล (Cause-Effect)
4. การบรรยาย (Description) คือ การบรรยายคุณสมบัตินั่นคือ การเรียบเรียงหรือจับ ใจความสำคัญเป็นหัวเรื่อง (Topic) และคุณสมบัติของหัวเรื่องนั้นๆ การบรรยายมีรูปแบบที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ
4.1 รายการ (List) คือ รายการของคุณสมบัติ (Attributes) ลักษณะเฉพาะ คำอธิบาย หรือการจัดกระทำ (Setting)
4.2 กลุ่มรายการ (Collection) คือ รายการที่แสดงให้เห็นว่าแนวคิดหรือเหตุการณ์นั้นๆ มีความสัมพันธ์รวมเป็นกลุ่มรายการโดยยึดหลักต่อไปนี้
4.2.1 เรียงลำดับเวลา (Time order)
4.2.2 เรียงตามลำดับระยะห่าง (Space order)
โครงสร้างระดับยอดเป็นยุทธวิธีการอ่านที่เกี่ยวข้องกับการรู้จักวิธีการจัด แนวทาง ผู้อ่านจะเรียนรู้การค้นพบแบบแผนการเขียน หรือโครงสร้างระดับยอดเพื่อเรียกรายละเอียด ของเนื้อหาขึ้นมา และยังสามารถใช้วิธีนี้ช่วยค้นหาความตั้งใจของผู้เขียนเกี่ยวกับเนื้อหา และรวบรวม ความคิดที่เกี่ยวเนื่องกันหลายๆ ความคิด โครงสร้างระดับยอดที่พบโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การบรรยาย การเปรียบเทียบ ปัญหา -การแก้ไข และความเป็นเหตุเป็นผล ถ้าผู้เรียนมีโครงสร้างระดับ ยอดเหล่านี้เป็นพื้นฐานความรู้เดิมหรือประสบการณ์เดิม (Background Knowledge or Schemata) แล้ว ผู้เรียนจะสามารถเข้าใจเนื้อหา หรือเรื่องราวที่ใช้ในการสื่อสารไม่ว่าจะเป็นการฟัง การพูด การ อ่าน หรือการเขียน และยังมีผลต่อการระลึกเรื่องราวได้อีกด้วย ดังนั้น การที่สามารถบอกชื่อรูปแบบ โครงสร้างระดับยอดที่ใช้ในการเรียบเรียงใจความสำคัญ จึงมีความสำคัญในการอ่าน
รูปแบบโครงสร้างระดับยอด 4 ชนิด ที่นิยมใช้มี ดังนี้คือ
1. รูปแบบที่บอกรายละเอียดหรือรายการ (Descriptive or Listing) คือ การเขียนที่อธิบาย หัวข้ออย่างกว้างๆ ก่อน และมีรายละเอียดที่สนับสนุนใจความสำคัญที่กล่าวไว้ในตอนต้น รายละเอียด นั้นอาจจะเป็นข้อเท็จจริง ความคิดเห็น ขั้นตอนของกระบวนการหรือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับเวลา คำชี้แนะที่บ่งบอกลักษณะของรูปแบบการเขียนนี้ได้แก่



2. รูปแบบที่เป็นปัญหาและการแก้ไข (Problem – Solution) ลักษณะของรูปแบบการเขียนเป็นการเขียนที่แสดงปัญหา และวิธีการแก้ไข โดยรวมเอา โครงสร้างข้อเขียนที่เป็นสาเหตุเข้าไว้ด้วยกัน คือ กล่าวถึงสาเหตุของปัญหา และหลังจากนั้นผู้เขียนก็ เสนอวิธีแก้ไข (Solution Set)



3. รูปแบบที่เป็นเหตุเป็นผล (Cause and Effect) รูปแบบการเขียนนี้แสดงเหตุผลต่อเนื่องกัน อาจมีหลายสาเหตุที่นำไปสู่ผลอย่างใดอย่าง หนึ่ง ผู้เขียนอาจกล่าวถึงสาเหตุไว้ตอนต้น และสรุปผลไว้ตอนท้าย
4. รูปแบบที่เป็นการเขียนเปรียบเทียบ (Comparison - Contrast) รูปแบบการเขียนเปรียบเทียบมี 2 รูปแบบคือ เปรียบเทียบความเหมือน (Comparison) และ เปรียบเทียบความแตกต่างๆ (Contrast)
ในการเขียนข้อความเปรียบเทียบนั้น บางครั้งผู้เขียนจะเขียนเปรียบเทียบความเหมือน และความแตกต่างอยู่ในย่อหน้าเดียวกันผู้อ่านจะต้องทราบว่าผู้เขียนกำลังเปรียบเทียบสิ่งใด